เนื่องจากในบอร์ดโรงเรียนมีกระทู้ร้อนแรงว่า
"เรียนสายวิทย์ เข้าอักษรฯ เอกภาษาไม่ได้ จริงเหรอคะ ?"

แล้วไปๆมาๆกลายเป็นว่าเด็กสายวิทย์กับสายศิลป์ก็ทะเลาะกันซะแล้ว


ก่อนอื่นต้องออกตัวก่อนว่าเราเรียนศิลป์ภาษานะคะ
แต่ ต่อไปนี้คือความคิดของเด็กศิลป์ภาษาคนหนึ่ง ไม่ใช่เด็กศิลป์ภาษาทั้งหมด


เริ่มจากประเด็นหัวข้อกระทู้

สายวิทย์เข้าอักษรเอกภาษาได้มั้ย?


ได้สิคะ ทำไมจะไม่ได้
ระบบแอดมิชชั่นเปิดกว้างสำหรับทุกคนอยู่แล้ว เด็กศิลป์ภาษาอยากเรียนหมอก็ย่อมได้เหมือนกัน
ขอเพียงแค่ทำคะแนนให้ได้มากกว่าคนอื่นก็ได้เรียนในที่ๆอยากเรียนแน่นอน

แต่ ปัญหาคือ ความคิดที่ว่า "นี่มันแย่งที่เรียนกันนี่หว่า"

เพื่อนเราส่วนใหญ่อยากเข้าอักษร นอกนั้นก็มีนิเทศ รัฐศาสตร์ และนิติศาสตร์อยู่บ้าง
มันน่าแปลกตรงที่ หลายๆคนไม่มีปัญหากับการที่เด็กวิทย์เข้าไปเรียนสามคณะหลัง
แต่พอเด็กวิทย์อยากเข้าอักษรทีไร แหม...ต้องโดนเพ่งเล็งหาว่าแย่งที่ไปซะทุกทีสิน่า

ทำไมล่ะ?
เพราะจากที่ว่ามา คณะอักษรศาสตร์ เป็นคณะที่มีความเป็นศิลป์ภาษามากที่สุด
เรียกง่ายๆว่า ศิลป์จ๋าาาา ที่สุด อย่างน้อยก็ในความคิดของเรา

ที่จริงแล้ว จะสายวิทย์สายศิลป์ก็ต้องสอบเหมือนกันหมด
ถ้าอยากเข้าเอกญี่ปุ่นก็ต้องสอบข้อสอบภาษาญี่ปุ่นชุดเดียวกันกับสายศิลป์
ถึงสายวิทย์จะใช้เลขยื่นเข้าอักษรได้ก็เหอะ แต่เสียเปรียบด้าน GPA เห็นๆ
แล้วจะชิงชังสายวิทย์ที่ยังไงๆก็เรียนวิชาภาษามาน้อยกว่าไปทำไม

 ขออนุมานเอาเองว่าที่ต้องหาว่าแย่งที่นั้นเป็นเพราะ"ความกลัว"ค่ะ
ยังไงๆเด็กวิทย์ก็เก่งกว่า เหนือกว่าอยู่แล้ว ในสายตาเด็กศิลป์ภาษา
ถึงเด็กวิทย์จะบอกว่าสู้เรื่องภาษาไม่ได้ ก็ไม่ได้ลดความกลัวตรงนี้ไปเลยซักนิด
**จากการสังเกต นอกจากความกลัวแล้วมักมีอคติเจือปนด้วยเล็กน้อยถึงมากที่สุด

เราเป็นเด็กศิลป์ภาษาที่ชื่นชมทุกคนที่เรียนสายวิทย์มาก
เพราะเรามั่นใจเลยว่าเราไม่สามารถเรียนฟิสิกส์เคมีชีวะได้
ไม่สามารถจดจำชื่อสารเคมี ชื่อเฉพาะทางวิทยาศาสตร์หรืออะไรที่มันเกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ได้
และไม่สามารถเรียนวิชาเลขเพิ่มฯ(หรือเลขยาก)ได้อย่างแน่นอน
ขนาดวิทย์พื้นฐานยังตกมาแล้ว เลขง่ายที่สายวิทย์เค้าเรียกกันก็คิดนานเป็นชั่วโมง

ดังนั้น เพราะความคิดที่ว่าสายวิทย์เรียนยากกว่า อึดกว่า ทรหดกว่า
ถึงจะเป็นคณะอักษรศาสตร์ที่เด็กศิลป์ภาษาได้เปรียบเห็นๆ
(เกรดเฉลี่ยก็ดีกว่า ภาษาก็เรียนเยอะกว่า)
ก็ย่อมกลัวอยู่ดีถ้าเกิดมีสายวิทย์คนไหนคิดจะเข้าขึ้นมา

อันที่จริง มันไม่ใช่ว่าใครแย่งที่เรียนใครทั้งนั้นล่ะนะ
คนที่เรียนสายวิทย์เพราะเข้าได้ทุกคณะก็มีตั้งหลายคน

จะสายวิทย์หรือสายศิลป์ ก็ต้องใช้วิธีเดียวกันในการเข้าเรียนมหาวิทยาลัยไม่ใช่หรือ?
สุดท้ายก็ต้องแข่งกันแบบไม่แบ่งแผนการเรียนอยู่ดี เด็กศิลป์ก็ต้องแข่งกันเองด้วยนั่นล่ะ
ยังไงการแอดมิชชั่น(หรือในอดีต=เอนทรานซ์) มันก็สมรภูมิทางปัญญาดีๆนี่เอง

แต่ถึงอย่างนั้น ความคิดเรื่องการแย่งที่เรียนมันก็คงไม่หมดไปง่ายๆหรอก
ก็ไม่รู้ว่าลึกๆแล้ว ทำไมถึงได้คิดละม้ายคล้ายกันไปทั้งสายแบบนี้หนอ?

สำหรับเรา บอกตรงๆว่ากลัวสายวิทย์ที่จะเข้าอักษรฯค่ะ
แต่ไม่คิดว่าเป็นการแย่งที่ ถ้าคนเรามีเป้าหมายมันก็ดีแล้วไม่ใช่หรือ
แถมถ้าอยากจะเข้าคณะเดียวกัน ยิ่งต้องมีอะไรที่คิดคล้ายๆกันอยู่แหงๆ
แล้วจะแบ่งพรรคแบ่งพวกไปทำไม

ยังไงอักษรฯก็ไม่ใช่คณะที่จะเข้าแบบกั๊กๆเผื่อคะแนนไม่ถึงหมอหรือวิศวะอยู่แล้ว
ก็คะแนนสูงซะปานนั้น........คนที่ยื่นคณะนี้ยังไงก็ต้องอยากเข้าจริงๆนั่นแล

 

ส่วนความคิดแบบนี้

 โอ้ว.... อ่านแล้วมันละเหี่ยใจจริง
เพียงแค่เลือกศิลป์ภาษาเพราะใจรักก็โดนดูถูกอยู่เป็นนิจ

ถึงจะไม่ได้มีใครพูดออกมาแต่หลายคนในสังคมก็คิดว่าเด็กสายศิลป์สู้เด็กสายวิทย์ไม่ได้จริงๆ
ครั้งพอได้เห็นอะไรที่มันตอกย้ำแล้ว อดหดหู่ใจไม่ได้แฮะ

เรามีดีคนละด้าน ขอคิดแบบนี้ไม่ได้เลยหรือ?

 

 

คนเราจะเป็นคนที่มีความสุขโดยไม่ต้องขวนขวายเอาชนะคนอื่นได้มั้ยนะ?

 

 

ป.ล. ทำไมหัวข้อบล็อกกับเนื้อหาดูไม่ค่อยจะตรงกันนะ =w='

Comment

Comment:

Tweet

เราเรียนวิทย์นะ แต่เราชอบอังกฤษมา่กกว่าเคมีซะอีก
ตอนนี้ระบบเปลี่ยนแล้ว ถ้าจะเข้าสสอบคณะไหนก็้องสอบตามสาย คงไม่มีใครมาบ่นกันอีกนะเนี่ยbig smile

#61 By kahonoii on 2008-09-05 20:57

เอาอะไรมาตัดสินว่าเรียนหนักกว่ากันเนี่ย = =? <==
เพราะเด็กสายวิทย์ต้องเรียนทั้งศิลปะ ทั้งภาษา และเรียนวิทยาศาสตร์ กับ คณิตศาสตร์ด้วยรึเปล่าคะ?

จริงๆถ้าใ้ช้คำว่าเรียนกว้างกว่า น่าจะเหมาะสมกว่าล่ะมั้ง

#60 By = HIMA = on 2008-09-05 13:01

คอมเมนต์ที่ยกมานี่ อาจจะไม่ได้แสดงคำพูดดูถูกอะไรรุนแรง
แต่ว่ามันรู้สึกเหมือนถูกตอกย้ำน่ะค่ะ เพราะสิ่งที่เค้าเขียนไว้มันก็เป็นเรื่องจริง เพียงแต่ไม่เห็นด้วยอย่างแรงที่ว่าเรียนหนักกว่าแล้วมีโอกาสเลือกมากกว่า เอาอะไรมาตัดสินว่าเรียนหนักกว่ากันเนี่ย = =?

ตรงที่ว่าหมาหวงก้างนี่ไม่เท่าไหร่เพราะเราไม่คิดหวงคณะอะไรทำนองนั้น
แต่ที่ว่าเป็นเด็กศิลป์ก็โดนดูถูกอยู่แล้ว....เอ้อ แทงใจจริงๆ

สิ่งที่อยากจะแก้ไขทัศนคติของสังคมซึ่งก็คงยากเพราะมันก็เป็นแบบนี้มาตั้งนานแล้วคือ เด็กศิลป์ไม่ได้โง่นะ!
ซึ่งเห็นได้ชัดเลยว่าคนที่คิดในเชิงลบต่อเด็กสายศิลป์น่ะมีอยู่จริงแล้วเยอะด้วยล่ะค่ะ

จริงๆแล้วการแยกสายก็เป็นการแยกตามความถนัดเพื่อตัวเด็กอยู่แล้วแท้ๆ
ยังไงเราก็เห็นด้วยกับการแยกสายตอน ม.ปลายแฮะ ดีกว่าให้เรียนเหมือนกันหมด ตายแน่ๆ = ='
แต่ถ้าเลือกเจาะจงเป็นรายวิชาไปได้เลยแบบต่างประเทศก็ดีเหมือนกัน แค่รู้สึกว่าคงอีกนานนนกว่าการศึกษาไทยจะไปได้ถึงขั้นนั้น

ก่อนอื่นเอาให้การศึกษาแบบที่เป็นอยู่มันมีมาตรฐานก่อนเห้อออ.....

#59 By ::Materia Hunter:: on 2008-09-05 11:57

โรงเรียนเก่าผมนี้คล้ายๆกับคอมเมนต์46คุณฮายะ แต่อาจไม่เข้มข้นเท่า แต่ที่แน่ๆดูเหมือนจะโอ๋ห้องวิทย์

ผมเองจบสาย ศิลป์-สังคม ไม่ได้จบวิทย์-คณิต

ทุกวันนี้ เรียนคณะวิทยาศาสตร์(และศิลปศาสตร์) ซะยังงั้นsad smile

#58 By อังคาร 22 on 2008-09-05 10:44

จริงๆไม่น่าจะมีแยกสายเสียด้วยซ้ำน้า แยกแล้วก็เหมือนแยกกลุ่ม แยกชนชั้นยังไงไม่รู้ ชอบระบบที่อเมริกาที่เคยไปเรียนมากกว่า คือเค้าจะทำเหมือนกับระดับมหาวิทยาลัยเลย เด็กๆเลือกได้ว่าเทอมๆนึงจะลงเรียนวิชาอะไรบ้าง แต่ละหมวดวิชาจะมีจำนวนหน่วยกิตขั้นต่ำที่ต้องเก็บ เช่น เลข ก็อาจต้องลงเรียน สามตัว แล้วถ้าชอบเลข อยากไปสายเลข ก็ลงเรียนเลขระดับสูงเพิ่มได้ ชอบสายศิลป์ ก็ลงเรียนศิลป์ระดับสูงต่อได้ มีทั้งเรียนงานปั้น ประดิษฐ์เครื่องประดับ อนิเมชั่น
หรือถ้าสนใจด้านการเีขียน ก็มีวิชาพวกวิเคราะห์วิจารณ์นิยาย เขียนนิยายแตกแขนงออกไปอีก คือมันต่างจากไทยที่เค้าไม่ได้ให้เก่งรอบด้าน เค้าให้รู้รอบด้านเท่าที่ควรมีพื้นฐาน แล้วเก่งด้านที่ตัวเองชอบพอ

แต่ประเทศเราคงอีกนานล่ะมั้ง สงสัยต้องรอรุ่นลูกหลานเรานั่นแหละค่ะ

#57 By = HIMA = on 2008-09-05 10:06

อืม ไม่เห็นว่าคอมเมนต์ที่คุณยกมาเค้าจะพูดจาดูถูกเด็กสายศิลป์ตรงไหนนะ? เค้าไ่ม่ได้บอกด้วยนี่นาว่าสายวิทย์ดีกว่า แค่บอกว่า เรียนมามากกว่า น่าจะมีสิทธิเลือกมากกว่า ซึ่งก็จริงเพราะเรียนมาหลายแขนง มีทั้งความรู้ที่ครอบคลุมอยู่ในศิลป์ภาษา ดังนั้นการที่เด็กวิทย์จะเลือกเรียนคณะแบบเด็กศิลป์ได้ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องแปลก

คุณอาจไม่พอใจกับคำพูดประโยคแรกที่ว่าเด็กศิลป์เป็นหมาหวงก้าง แต่ลองอ่านดูๆดีนะคะ เหมือนเค้าจะเตือนว่า เออ โดนดูถูกอยู่แล้ว ก็ทำตัวดีๆเพื่อรักษาภาพพจน์ดีกว่าไหม อย่าทำอะไรให้มันโดนดูถูกไปมากกว่านี้เลย

ไอ้เรื่องแย่งที่เรียนนี่ เห็นด้วยค่ะว่ามีรากฐานมาจากความกลัวจริงๆ แต่ก็ไม่เข้าใจว่าจะกลัวกันไปทำไม เด็กเรียนสายวิทย์ใช่จะเก่งกันทุกคน สายศิลป์ไม่ได้เปรียบมากกว่าเหรอ ไม่ต้องเสียเวลาไปกับการเรียนในสิ่งที่ไม่ได้ใช้ต่อไปในอนาคตและทุ่มกับสิ่งที่ตัวเองจะได้ใช้จริงๆ

#56 By = HIMA = on 2008-09-05 10:02

อ้าว เขาพูดเรื่องที่เราอยากจะพูดไปหมดแล้ว เอาดราก้อนบอลไปแล้วกันจ้ะ ♥

Hot! Hot! Hot!

#55 By davey on 2008-09-05 00:04

ช่าย เด็กศิลป์ภาษามักจะโดนดูถูก

ด้วยความสัตย์จริงของหนึ่งในเด็กศิลป์



แต่เรากลัวสายวิทย์นะ (แอดมิชชั่นรุ่นแรก) เพราะว่า วิทย์ O-net ที่สอบๆกันไป มันเป็นวิทย์พื้นฐาน และเลข O-net ก็เป็นเลขพื้นฐาน

ศิลป์ = แม่ง ยากว่ะ คิดโลกแตก
วิทย์ = เอาอะไรมาออกวะ จิ๊บๆ (แฟนพูดให้ฟังตอนสอบวิทย์กาย)


ในขณะที่ อังกฤษ สังคม ไทย มันมีเปอร์เซ็นที่คะแนนจะห่างกันน้อยกว่าวิทย์กับเลข ดังนั้น เราเลยรู้สึกว่า เด็กศิลป์เสียเปรียบในระบบนี้ค่ะ

#54 By ฉันคือรั้ว on 2008-09-05 00:01

คนเราสามารถเก่งได้หลายด้านค่ะ ไม่ใช่ว่าคำนวณเก่งแล้วจะต้องอ่อนภาษา หรือเก่งภาษาแล้วต้องอ่อนคำนวณ เรื่องแบบนี้มันอยู่ที่ความชอบ ความพยายามค่ะ ลองถ้าตั้งใจทำจริงๆ แล้วก็สามารถเก่งได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะวิทย์หรือศิลป์

ตัวเองเป็นคนที่เรียนจบวิทย์ ตอนนี้มาสอนภาษาอังกฤษ sad smile และคิดจะเรียนด้านภาษาเพิ่ม ใครอย่ามาว่าเรากั๊กนะ ก็อยากเก่ง อยากรู้ทั้งสองอย่างนี่ และมั่นใจว่าฉันต้องได้ปริญญาทั้งสองสายสิ ถึงจะคุ้ม หึ หึ

ป.ล. ภาษาอังกฤษสำคัญมากนะคะ ยังไงก็หนีไม่พ้น ใครเรียนสายวิทย์แล้วคิดจะทิ้งภาษาอังกฤษล่ะก็...
เราเรียนอักษรค่ะ มาจากสายกลาง ๆ คือ ศิลป์-คำนวณ
แต่ใช้คะแนนวิทย์ยื่น
แบบนี้จะเรียกว่าอะไรดีล่ะ ?์ 55+

ทุกคนมีสิทธิที่จะเลือกสายเรียนและเปลี่ยนสายเรียนได้ตามใจชอบ
เพราะความชอบของคนเรามันไม่ได้อยู่ไปตลอดกาล
ถ้าเราต้องเลือกเรียนในมหาลัยตามสายที่เรียนตอนมอปลาย ทั้ง ๆที่รู้ว่า "มันไม่ใช่" อีกต่อไปแล้ว...ถ้าเราเรียนไม่จบล่ะ ถ้าไม่ไหวจริง ๆล่ะ

ใครจะรับผิดชอบชีวิตเรา

เรื่องนี้...ต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติของคนไทยสมัยปู่ย่าตายายก่อนเลย
ก็ถูกปลูกฝังมาอย่างนี้...จะโทษใครดีล่ะ

#52 By ......................... on 2008-09-04 23:13

ลืมไป